รวมเทคนิคทำ SEO บนระบบ WebEasy

SEO (Search Engine Optimization) คือ การเลือกปรับแต่งเว็บไซต์ ให้มีคุณภาพ และ ทำให้เว็บไซต์ของ คุณขึ้นไป แสดง ผลหน้าแรก หรืออันดับต้น ๆ บน Google ช่วยเพิ่มจำนวน ผู้ชมเว็บไซต์ และ ทำให้ธุรกิจ ของคุณเป็นที่ รู้จักมากยิ่งขึ้น

บทความนี้จะ ช่วยให้คุณสามารถปรับแต่ง SEO ในระบบของWebEasy ได้แบบทุกซอกทุกมุม !

Keyword จุดเริ่มต้น ของ การทำ SEO

วิธี การเลือก Keyword สามารถ ทำได้หลายวิธี แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ Keyword ที่เราเลือกใช้ ต้องมีความเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ ธุรกิจ หรือสินค้า หลายท่านอาจมี Keyword ที่มีอยู่ ในใจแล้ว และอยากให้เว็บไซต์ของเราติดคำนี้ก็ สามารถทำได้ ใน 1 หน้าเพจ ควรใช้ Keyword ไม่เกิน 2 – 3 คำ และไม่ แนะนำให้ใช้ Keyword เหมือน กันในทุก ๆ หน้า เพื่อให้ Google โฟกัส Keyword ได้ถูกต้อง

ยกตัวอย่างการทำ SEO ของ WebEasy เราอยากให้คนที่ต้องการเว็บไซต์ เจอเว็บไซต์ของเราบน Google โดยเราเลือกใช้ Keyword คำว่า ทำเว็บ, สร้างเว็บ

เมื่อมีคน ค้นหาบน Google ด้วยคำว่า บริษัทรับทำเว็บไซต์ หรือ สร้างเว็บไซต์ขายของออนไลน์ ก็จะพบกับเว็บไซต์ของ WebEasy นั่นเอง

Title Tag & Meta Description

การเขียน Title สำหรับ SEO นั้นไม่ยากเลย เพียงแค่เราใส่ Keyword ที่เลือก ลงไปใน Title ด้วย

แต่! บทบาท สำคัญ ของ Title ไม่มีได้แค่นี้ เพราะ มันยังมีหน้าที่ในการดึงคน ให้เข้ามา ชมเว็บไซต์ของเรา ดังนั้น การเขียน Title ที่ดีควรเขียนให้ มีความน่าสนใจ เป็นธรรมชาติ เพื่อให้คนที่ กำลังค้นหาบริการ หรือสินค้า เห็น แล้วรู้สึก อยาก กดเข้าชม เว็บไซต์ ไม่ควรเน้น ใส่ Keyword เพียงอย่างเดียว

Description คำ อธิบาย เพิ่มเติม ซึ่งจะ คอยช่วยขยาย ความให้กับ Title คอยให้ข้อมูลที่หน้าสนใจ และชักชวนให้ คนอยากเข้ามาหาข้อมูลเพิ่มเติมในเว็บไซต์ของเรา มาดูกันว่ามี ส่วนไหนบ้างที่ เราสามารถ ตั้งค่า Meta Data ได้

  • การตั้งค่า SEO หน้า Home

สำหรับหน้า Home การตั้งค่า SEO ให้เราไปที่ส่วน “จัดการเว็บ” และเลือกที่ “ปรับแต่ง SEO”

เมื่อคลิกเข้า ไปก็จะพบกับช่องที่ให้เราใส่ Keyword, Title tag และ Meta description

  • การตั้งค่า SEO ในหน้า เพจอื่น ๆ

การตั้งค่าหน้าเพจอื่นๆ สามารถทำได้โดยให้เราไปที่ส่วนของการ “ออกแบบ” และให้เราเลือกที่ “หน้าเพจ”

หลังจากนั้นเราจะเห็น จำนวนหน้าเพจที่สร้างเอาไว้ เสร็จแล้วให้เราคลิกไปที่ปุ่มแก้ไข หรือรูปปากกา

เมื่อคลิกเข้าไปจะมีช่องให้เราใส่ Keyword, Title tag และ Meta description เช่นเดียวกับการตั้งค่าของหน้า Home แต่สิ่งที่ เพิ่มขึ้นมา คือ เราสามารถ แก้ไขชื่อ URL ได้ด้วย

คำแนะนำ การตั้งชื่อ URL ที่ดีที่สุด ควรใช้เป็นภาษาอังกฤษ หลังจากตั้งชื่อ URL แล้ว ไม่ควรเปลี่ยนหรือแก้ไข เพราะถ้าหาก URL หน้าเพจที่ติดอันดับแล้ว มีการแก้ไข ปรับเปลี่ยน อาจทำให้หน้าเว็บนั้นอันดับตกลง หรือหายไปจาก Search Engine

  • การตั้งค่า SEO สำหรับบทความ การเลือกปรับแต่งเว็บไซต์

ในส่วนของบทความ เราสามารถตั้งค่า SEO ได้ตั้งแต่เริ่มสร้างบทความ หรือมาแก้ไขทีหลังก็ได้ ปุ่มตั้งค่า SEO จะอยู่ด้านล่างของรายละเอียดของเนื้อหา ให้คลิกที่ Show SEO Setting จะมีช่องสำหรับใส่ข้อมูล SEO แสดงขึ้นมา ให้เราใส่ Keyword, Title tag, Meta description และ URL

  • การ ตั้งค่า SEO ในหน้าสินค้า

การตั้งค่า SEO ในหน้าสินค้า สามารถทำได้โดยคลิกที่ Show SEO Setting ที่อยู่ด้านล่างของ รายละเอียดสินค้า มีวิธี การแบบเดียวกันกับการตั้งค่า SEO ให้กับบทความ

SEO คืออะไร การเลือกปรับแต่งเว็บไซต์ เส้นทางชีวิตของนักทำ SEO

SEO คืออะไร การเลือกปรับแต่งเว็บไซต์ เส้นทางชีวิตของนักทำ SEO

Alt Text หรือคำอธิบายรูปภาพ

หลายคนเข้าใจว่าการทำ Content บนเว็บไซต์นั้นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการทำ SEO แต่ในเว็บไซต์ของเราก็ไม่ได้มีแต่ข้อความเท่านั้น ยังมีส่วนที่เป็นรูปภาพอยู่ด้วย และรูปภาพก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่เราสามารถใส่ Keyword เพื่อทำ SEO ได้

การใส่คำอธิบายรูปภาพบนระบบของ WebEasy ทำได้กับรูปภาพที่อยู่ในกล่องข้อความเท่านั้น ทั้งกล่องข้อความบนหน้าเว็บไซต์ หรือในเนื้อหาบทความ

โดยกดเข้าไปที กล่องข้อความบนหน้าเว็บไซต์ > คลิกแก้ไขข้อความ

สำหรับผู้ที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงเทคโนโลยี คำว่า “SEO” (เอส-อี-โอ) คงเป็นคำศัพท์ที่แปลกใหม่ ส่วนถ้าไม่ได้อยู่ในวงการไอที แต่ทำธุรกิจบนโลกออนไลน์หรือมีเว็บไซต์บริษัท การ ทำ SEO ก็จะเป็นเรื่องแปลกใหม่ที่ต้องทำความรู้จักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เพราะการทำSEO คือการทำให้ Google หรือระบบค้นหารู้จักเว็บไซต์ของเรา และนำเว็บไซต์ของเรามาเสนอให้คนที่ค้นหาข้อมูลใน Google เห็น

ในบทความ WOW เรื่องนี้ จะมาปูพื้นกันง่ายๆ 5 ขั้นตอนการทำ SEO ที่นำไปปรับใช้กับเว็บไซต์จะช่วยให้ ทำ SEO ได้สำเร็จจริงๆ
วิธีดูว่าลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายของเราค้นหาอะไร
วิธีปรับหน้าเว็บเพจให้มีคำค้น หรือ keyword (คีย์เวิร์ด) ที่เราต้องการ
วิธีตรวจสอบว่า ทั้งระบบค้นหา (Google) และคนใช้งานเข้าถึงเว็บไซต์ของเราได้
วิธีทำให้เว็บไซต์อื่นใส่ลิงค์ที่คลิกเข้ามาหาเว็บไซต์ของเรา
วิธีประเมินว่าเว็บของเราทำ SEO สำเร็จหรือยัง หรือสำเร็จไปถึงขั้นไหนแล้ว
พื้น #1 : ดูว่าลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายของเราค้นหาอะไร
เราไม่สามารถปรับเว็บไซต์ได้ถูกทาง ถ้าไม่รู้ว่า ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายของเรา ค้นหาหรืออยากรู้เรื่องอะไร แล้วเราจะเริ่มต้นจากอะไรดี? อย่างแรก เริ่มจากใช้สัญชาตญาณหรือนิสัยการค้นหาของเราเอง

สมมติว่า เราทำธุรกิจโรงแรมที่เชียงใหม่ ลูกค้าที่อยากหาที่พักเชียงใหม่น่าจะค้นหาโดยใช้คำว่า

โรงแรมเชียงใหม่
ที่พักเชียงใหม่
ห้องพักเชียงใหม่
จดคำค้นเหล่านี้ใส่กระดาษไว้ก่อน แล้วลองเริ่มค้นจริงๆ ในอินเตอร์เน็ต

1.1 ค้นหา ในอินเตอร์เน็ต ว่า คนค้นหายังไง จริง ๆ
อย่างแรกเริ่มจากพิมพ์ใน Google เลย เริ่มด้วยคำค้นที่เราจดใส่กระดาษไว้เมื่อครู่ก็ได้

จากการเลื่อนดูผลการค้นหาพบว่า 90% ของลิงค์เว็บไซต์ที่ขึ้นมาในหน้า Google (ไม่รวมโฆษณา) มีคำว่า “ที่พักเชียงใหม่” อยู่ในชื่อเรื่อง/หัวข้อ ซึ่งการใส่คำค้นไว้ในชื่อเรื่องเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันคือวิธีทำ SEO อย่างหนึ่ง

แต่เพื่อความมั่นใจ ให้เรานำคำค้นนี้ไปค้นหาในเครื่องมือหาคีย์เวิร์ด (Keyword Planner) โดยเฉพาะ จะเป็นเครื่องมือแบรนด์ใดก็ได้ WOW ยกตัวอย่างเป็น Ahrefs

จะเห็นว่า คำว่า “ที่พักเชียงใหม่” ที่เราปักธงไว้ในใจ มีคนค้นหาจริงๆ ในประเทศไทยถึง 16,000 ครั้งต่อเดือน เป็นคำค้นหาที่ไม่ค่อยมีเว็บไซต์ไหนใช้มากด้วย โดยดูจากระดับความยากของคำค้น (Keyword Difficulty) สรุปแล้วจึงถือว่า เป็นคำค้นที่น่าใช้สำหรับเว็บไซต์ธุรกิจโรงแรมในเชียงใหม่ของเรา

สืบหาคำค้นอื่นๆ ที่คนชอบใช้

ทีนี้นอกจากคำว่า “ที่พักเชียงใหม่” ในเครื่องมือค้นหาคำค้นส่วนมากจะมีฟังก์ชั่นคำใกล้เคียงอื่นๆ ที่ให้เราเลือกหยิบไปใช้ได้ ซึ่งเราควรหยิบไปใช้ เพราะเว็บไซต์ส่วนใหญ่ใส่คำค้นดีๆ ในแต่ละหน้าเว็บเพจเยอะมาก เพื่อให้เว็บไซต์ของตัวเองติด Google ในหน้าแรก เฉลี่ยอยู่ที่ 150-200 คำ ต่อ 1 หน้าเว็บเพจ

วิธีคือ ให้เราลองหาเหมือนกับวิธีที่ทำกับคำค้น “ที่พักเชียงใหม่” หรือถ้าใช้เครื่องมือค้นหาก็ให้ลองดูว่า เครื่องมือแนะนำคำอื่นๆ อะไรบ้าง

เจาะคำค้นหลัก เพื่อหาคำค้นที่ยาวขึ้น

คำค้นที่ยาวขึ้นหรือ คำค้นหางยาว (Long-tail Keyword) คือ คำค้นที่คนส่วนใหญ่ก็หาเหมือนกัน เพราะธรรมชาติของการค้นหาก็มีทั้งสั้นและยาว

วิธีการค้นหาคำค้นหางยาว แค่ดูจากที่ Google แนะนำมาเท่านั้นเอง

ค้นหา “คำถาม” ที่คนสงสัยและมาค้นใน Google

แนะนำให้ค้นหาคำถามเหล่านี้ในพื้นที่ออนไลน์ต่างๆ เช่น

เว็บกระทู้ถามตอบต่างๆ เช่น  สำหรับคำค้น “ที่พักเชียงใหม่” อาจจะอยู่ในหมวดท่องเที่ยว หรือเปิดคู่มือท่องเที่ยวดูว่ามีหมวดหมู่หัวข้ออะไรบ้าง
หน้าฟีดโซเชียลมีเดียของเรา เพื่อนๆ เราชอบโพสต์เรื่องอะไรในหน้าฟีดของตัวเองบ้าง

วิธีนี้ช่วยให้เรารู้ว่า ปัจจุบันนี้ คนอยากรู้อะไรเกี่ยวกับ ที่พักเชียงใหม่ หรือ เชียงใหม่ หรือแม้กระทั่งที่พัก แล้วนำสิ่งนี้มาสร้างเป็นหัวข้อคำตอบของคำถามเหล่านี้

เช่น คนอาจถามว่า ที่พักเชียงใหม่ ใกล้แม่น้ำ มีที่ไหนบ้าง? เราก็อาจทำ บทความแนะ นำที่พักของ เราที่อยู่เชียงใหม่ และใกล้ แม่น้ำ พอดีลง เว็บไซต์ ธุรกิจโรงแรมของเรา

หากมีเครื่องมือค้นหาคำค้น ในเครื่องมือเหล่านี้มักมีส่วนของ Content Explorer ซึ่งจะช่วยค้นหาลิ้งค์เว็บไซต์จากคำค้นเป้าหมายของเราที่ติดหน้าแรกของ Google มาให้เราดู

ข้อมูลตรงนี้จะช่วยให้เรารู้สิ่งที่น่าสนใจอย่าง

  • เว็บไซต์ที่ติดหน้าแรกด้วยคำค้นที่เราเล็งไว้มีเว็บอะไรบ้าง ชื่อหัวข้ออะไร
  • คนชอบคลิกเข้าไปอ่านเรื่องอะไร
  • คนอยากรู้เรื่องอะไร

เรื่องที่ 1 : ศึกษาเรื่อง การหาคำค้น (Keyword) ให้มากที่สุด และ ทำแผนผังคำค้นที่ใช้  อาจจะทำเป็นตารางในโปรแกรม Excel ซึ่งจะช่วยให้เห็นภาพว่า เราใช้คำค้นอะไรบ้าง บ่อยแค่ไหน ใช้กับเนื้อหาประเภทใดบ้าง คำค้นมีแนวโน้มปริมาณค้นหาขึ้นลงอย่างไร คำค้นนั้นแตกขยายเป็นคำอะไร ฯลฯ

 สร้างหน้าเว็บเพจให้เอื้อต่อการค้นหา

การค้นหาคำค้น (Keyword) เป็นก้าวแรกของการเพิ่มยอดคนเข้าชมเว็บเท่านั้น แต่ถ้าเรามี keyword ดีๆ เยอะแยะ แต่เว็บไซต์เราไม่เอื้อต่อการค้นเจอใน Google เลย คนก็ค้นหาเว็บไซต์ของเราไม่เจอ ก็ไม่มีประโยชน์ วิธีสร้างหน้าเว็บเพจให้คนค้นหาเว็บเราเจอ มีขั้นตอนดังนี้

สร้างเนื้อหาให้เข้ากับ “การค้นหา”

การค้นหาที่ผู้คนมักทำมีอยู่ 3 ประเภท

  • หาแบบเจาะจง : คนหาเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่งเจาะจง เช่น เว็บไซต์สายการบิน
  • หาข้อมูล : คนหาข้อมูลเฉพาะในบางเรื่อง เช่น ที่เที่ยวในเชียงใหม่
  • ทำธุรกรรม : คนหาซื้อสินค้า/บริการ เช่น จองที่พักในเชียงใหม่

เมื่อทราบแล้ว ก็ให้เราเอา Keyword ที่เราต้องการ ไปดูในเครื่องมือค้นหาคำค้น (Keyword Planner) ว่า Keyword นั้น มีเว็บเพจอะไรขึ้นมาบ้าง และเว็บเพจนั้นๆ เกี่ยวกับเรื่องอะไร

จะสังเกตได้ว่า คำค้น “ที่พักเชียงใหม่” มีเว็บเชิง “ให้ข้อมูล” ขึ้นมามากกว่า เว็บเหล่านี้นอกจากจะทำ SEO ดีแล้ว ยังนำเสนอเนื้อหาที่ตอบโจทย์การค้นหาด้วย เราสามารถนำหัวข้อของลิ้งค์เหล่านี้ไปใช้คิดคำนวณว่า เราควรจะนำเสนอเนื้อหาอะไรที่

  • เข้ากับความสนใจของกลุ่มเป้าหมายของเรา
  • มีข้อมูลดีกว่าเว็บไซต์อื่นๆ เช่น ถ้าเว็บที่ติดอันดับต้นๆ นำเสนอ “20 ที่พักเชียงใหม่..” เว็บเราทำบทความ “30 ที่พักเชียงใหม่อัพเดต 2022” เป็นต้น
  • เข้ากับเว็บไซต์ของเรา ถึงที่สุดแล้วก็ต้องย้อนกลับมาดูจุดยืน การแสดงตัวของเว็บไซต์ของเราด้วย

ใช้ลิ้งค์ URL ที่สั้นแต่ได้ใจความ

ลิ้งค์ URL ของเว็บเพจ มีผลต่อ Google เช่นกัน เราควรจะแต่งและเลือกให้เสร็จตั้งแต่ก่อน publish งาน ไม่ควรมาเปลี่ยนทีหลัง เพราะมีผลต่อการค้นหา Google ได้แนะนำวิธีการทำ URL ไว้ว่า ควรจะเข้าใจง่ายที่สุด

เช่น  vveii.website/blog/เห็นแล้วก็เข้าใจเลยว่าพูดถึงเรื่อง ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จขายดิบขายดีในช่วง COVID-19 แพร่ระบาด ซึ่งดีกว่าเว็บไซต์ที่เป็นรหัสอัตโนมัติ

แต่ง ชื่อเรื่องเว็บ (Meta Title) และคำอธิบายเว็บ (Meta Description) 

ชื่อเรื่องเว็บ (Meta Title) และ คำอธิบายเว็บ (Meta Description) คือ ชื่อและคำอธิบายของเว็บที่จะปรากฏในการค้นหา

ชื่อเรื่องเว็บ (Meta Title) ควรประกอบด้วย

  1. คำค้นหา (Keyword) ที่เราอยากให้เว็บเพจของเราติดใน Google รับทำ SEO
  2. ความน่าสนใจ อ่านแล้วอยากคลิกเข้าไปอ่าน แนะนำว่าให้คนอื่นอ่าน เพราะโดยธรรมชาติเราจะรู้สึกว่า สิ่งที่เราเขียนดีแล้ว
  3. สั้น แนะนำว่าควรอยู่ที่ประมาณ 60 – 65 ตัวอักษร

ส่วน คำอธิบายเว็บ (Meta Description)  ควรประกอบด้วย

  1. คำค้นหา (Keyword) ที่เราอยากให้เว็บเพจของเราติดใน Google
  2. เนื้อหาอธิบายชื่อเรื่องเว็บ เขียนขยายชื่อเรื่องเว็บ เขียนโฆษณาสิ่งที่คนอ่านจะพบในเว็บนี้
  3. กระชับ แนะนำว่าไม่ควรเกิน 156 ตัวอักษร

หัวข้อ (Header) และ หัวข้อย่อย (Subheader) ในการสร้างเนื้อหา การเลือกปรับแต่งเว็บไซต์

หัวข้อ (Header) และหัวข้อย่อย (Subheader)  ช่วย ให้ระบบ search engine เข้าใจเว็บไซต์ของเราง่ายและไวขึ้น และช่วยให้คนอ่านเข้าใจง่ายขึ้น ซึ่งจะมีตั้งแต่ H1 ถึง H6 หัวข้อและหัวข้อย่อยจะช่วยให้เราเข้าใจโครงสร้างของบทความ ซึ่งถ้าเนื้อหามีไม่มาก ก็จะใช้อยู่แค่ H1 – H3

  • H1 โดยทั่วไปแล้วก็จะเป็นชื่อเรื่องของบทความ ควรมี Keyword อยู่
  • H2 มักจะเป็นหัวข้อหลักของบทความ ควรมี Keyword อยู่ในนั้นด้วยเช่นกัน หรือควรจะมี Long-tail Keyword อยู่
  • H3 เป็นหัวข้อที่ย่อยมาจากหัวข้อหลักของบทความอีกที

ปรับ (Optimize) ภาพให้ระบบค้นหาเห็น

วิธีการปรับภาพให้ระบบค้นหาเห็น คือ ใส่คำค้นในช่อง Alt Text ของภาพ ถ้า Keyword มีหลายคำ ให้ใส่ลูกน้ำ ( , ) ระหว่างคำค้นแต่ละคำด้วย