ปวดศีรษะ เป็นอาการปวดที่เกิดขึ้นบริเวณศีรษะหรือคอส่วนบน

ปวดหัว (Headaches) หรือ ปวดศีรษะ เป็นอาการปวดที่เกิดขึ้นบริเวณศีรษะหรือคอส่วนบน ซึ่งเกิดจากเนื้อเยื่อและโครงสร้างรอบกระโหลกศีรษะหรือสมองเกิดการอักเสบหรือระคายเคือง จนทำให้เกิดอาการปวดขึ้น โดยอาการปวดอาจมาจากเส้นประสาทบริเวณหนังศีรษะ ใบหน้า ปาก และคอ กล้ามเนื้อของคอหรือไหล่ และหลอดเลือดที่ทำหน้าที่ส่งผ่านเลือดไปเลี้ยงสมอง

อาการปวดหัวเป็นอาการที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย ซึ่งทุกคนต้องเคยมีอาการปวดหัวอย่างน้อยสักครั้งในชีวิต โดยในผู้ชายพบได้ประมาณ 90% และผู้หญิงพบได้ถึง 95% แต่อาการปวดหัวที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่มักไม่ได้มาจากโรคร้าย

อาการปวดหัว  

อาการปวดหัวแต่ละประเภทมักมีลักษณะการปวดที่แตกต่างกันออกไป เช่น อาการปวดหัวไมเกรนเป็นการปวดตุบ ๆ ที่ศีรษะข้างใดข้างหนึง อาการปวดหัวจากกล้ามเนื้อเกร็งตัวจะมีอาการปวดเหมือนโดนบีบรัดค่อนไปทางขมับและหน้าผาก โดยมักปวดทั่วทั้งศีรษะ หรืออาการปวดคลัสเตอร์เป็นอาการปวดอย่างรุนแรงบริเวณเบ้าตาหรือด้านหลังตา ทั้งนี้ ความถี่และความรุนแรงของอาการปวดหัวจะเป็นไปตามสาเหตุของอาการปวดหัวแต่ละประเภท และตำแหน่งที่ปวดอาจเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของใบหน้า กะโหลก หรือทั้งศีรษะ

สาเหตุของอาการปวดหัว

เนื่องจากอาการปวดหัวมีมากมายจนยากต่อการวินิจฉัยและเลือกวิธีรักษาได้อย่างตรงจุด ทางสมาคมปวดศีรษะนานาชาติจึงได้กำหนดและแบ่งการปวดศีรษะตามสาเหตุออกเป็น 3 กลุ่ม

  • อาการปวดศีรษะแบบปฐมภูมิ เป็นอาการปวดที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดและไม่ใช่อาการที่มาจากโรค เช่น ปวดไมเกรน ปวดศีรษะ จากความเครียด ปวดคลัสเตอร์
  • อาการปวดศีรษะแบบทุติยภูมิ เป็นอาการปวดที่มีผลมาจากโรคหรือความผิดปกติของโครงสร้างบริเวณคอหรือศีรษะ เช่น ปวดศีรษะจากไซนัสอักเสบ ปวดศีรษะจากเนื้องอก ปวดศีรษะเนื่องจากอาการเมาค้าง
  • อาการปวดศีรษะจากเส้นประสาทและอื่น ๆ เป็นอาการปวดที่เกิดจากการอักเสบของเส้นประสาทสมอง 1 ใน 12 เส้น ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อและเป็นตัวส่งสัญญาณความรู้สึกระหว่างสมองกับศีรษะหรือคอ เช่น อาการปวดเส้นประสาทบนใบหน้า เป็นต้น

การวินิจฉัยอาการปวดหัว

แพทย์จะตรวจสอบประวัติทางการแพทย์ รายละเอียดของอาการปวดหัวที่พบ และการตรวจร่างกายทั่วไป จากนั้นจะพิจารณาการตรวจคัดกรองทางห้องปฏิบัติการอื่น ๆ ตามดุลยพินิจของแพทย์และอาการของผู้ป่วย เช่น การตรวจเลือด การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์บริเวณศีรษะ การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าบริเวณศีรษะ หรือการเจาะน้ำไขสันหลัง

การรักษาอาการปวดหัว

อาการปวดหัวมีทั้งแบบที่รักษาได้และไม่หายขาด โดยรักษาตามสาเหตุเป็นหลัก ซึ่งแพทย์จำเป็นต้องค้นหาสาเหตุที่แท้จริงให้พบก่อนรักษา และต้องดูปัจจัยอื่นของผู้ป่วยประกอบด้วย เช่น อายุของผู้ป่วย สุขภาพโดยรวมและประวัติทางการแพทย์ ระยะเวลาและความรุนแรงของอาการปวดหัว การตอบสนองต่อการรักษา หรือความต้องการของผู้ป่วย

ผู้ที่มีอาการปวดหัวทั่วไปสามารถดูแลตนเองได้จากที่บ้านโดยพยายามพักผ่อนให้เพียงพอ หากิจกรรมทำแก้เครียด ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายเป็นประจำ รับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน รับประทานยาแก้ปวดได้ในเบื้องต้น เช่น ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) หรือยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) แต่ไม่ควรซื้อยาแอสไพริน (Aspirin) รับประทานเองเพราะมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงสูง หากมีอาการปวดรุนแรงหรือปวดในลักษณะอื่นจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ควรรีบพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง

ภาวะแทรกซ้อนของอาการปวดหัว

อาการปวดหัวโดยทั่วไปแทบไม่พบภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง ส่วนใหญ่จะรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ผู้ป่วยบางรายอาจมีแนวโน้มเกิดภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ หรือปัญหาด้านจิตใจ อย่างไรก็ตาม อาการปวดหัวบางประเภทที่มีผลมาจากโรคหรือภาวะความผิดปกติอื่น ๆ อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้ตามสาเหตุนั้น ๆ

การป้องกันอาการปวดหัว

อาการปวดหัวรักษาได้ยาก อาการปวดหัวป้องกัน เนื่องจากมีหลายสาเหตุ แต่อาจเสี่ยงที่จะปวดหัวน้อยลงได้หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวัน เช่น พักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อวัน รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ หลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัวได้ง่าย โดยเฉพาะความเครียด ไม่ควรใช้ยาโดยไม่จำเป็นหรือใช้ยาเกินขนาด

เช็คให้ชัวร์ ปวดหัว ปวดศีรษะ ปวดแบบไหน…ร่างกายกำลังบอกอะไร

อาการ “ปวดหัว” หรือ “ปวดศีรษะ” ที่พบได้บ่อย เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากความเครียด ไมเกรน สมองเสื่อม เนื้องอกในสมอง หรือหลอดเลือดสมองก็เป็นได้ แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าอาการปวดหัวที่เป็น…มีสาเหตุมาจากอะไร “ลักษณะของอาการปวด” นี่แหละที่ช่วยให้เราวินิจฉัยเบื้องต้น พร้อมรู้ถึงวิธีการบรรเทาอาการปวดได้ด้วยตัวเอง

ปวดหัวรอบศีรษะ…ร่างกายอาจกำลังส่งสัญญาณ “โรคเครียด”

อาการปวดหัวรอบศีรษะพบได้บ่อยที่สุด และมักมีสาเหตุมาจาก “ความเครียด” พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือใช้สายตามากเกินไป จนกระตุ้นให้เกิดการเกร็งของกล้ามเนื้อรอบศีรษะ ตำแหน่งที่ปวดบริเวณหน้าผากไปจนถึงขมับทั้งสองข้าง และร้าวลามไปจนถึงด้านหลังศีรษะ ต้นคอ บ่าและไหล่ด้วย โดยมักปวดต่อเนื่องตลอดทั้งวันหรือตลอดสัปดาห์

อาการปวดศีรษะจากความเครียด บรรเทาลงได้ด้วยวิธีนี้!!

ควรหยุดพักคิดเรื่องงาน หรือเรื่องที่ทำให้เกิดความเครียด เพื่อให้สมองได้พักผ่อน และลดอาการตึงเกร็งของกล้ามเนื้อ นอกจากนี้การรับประทานยาแก้ปวดก็จะช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้นได้

ปวดหัวที่ขมับ ปวดหัวข้างเดียว…ร่างกายอาจกำลังส่งสัญญาณ “ไมเกรน”

ใครๆ ก็อยากลาขาดจาก “ไมเกรน” เพราะเป็นอาการปวดหัวที่ขึ้นชื่อว่าทรมาน เมื่อเป็นแล้วก็ยากที่จะควบคุมได้ ซึ่งลักษณะอาการปวดไมเกรน มักปวดหัวข้างเดียวแบบตุ๊บๆ บริเวณขมับข้างใดข้างหนึ่ง อาจปวดสลับข้างซ้ายหรือขวา ปวดร้าวลงมาถึงกระบอกตา คลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ และหากได้รับสิ่งกระตุ้น เช่น แสงสว่างจ้า เสียงดัง หรือกลิ่นฉุน ก็จะยิ่งกระตุ้นให้ปวดหัวรุนแรงมากขึ้นด้วย

เช็กเลย อาการปวดหัวแบบไหน

เช็กเลย อาการปวดหัวแบบไหน

อาการปวดศีรษะจากไมเกรน บรรเทาลงได้ด้วยวิธีนี้!!

บรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนได้ด้วยการรับประทานยาบรรเทาปวด เช่น ยาแอสไพริน ไอบูโพรเฟน หรือพาราเซตามอล อย่างไรก็ตาม ไมเกรนเกิดจากความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าสมอง หากมีอาการรุนแรงหรือเรื้อรังก็ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์เฉพาะทางด้านสมองและระบบประสาท

ปวดหัวตรงโหนกแก้ม กลางใบหน้า…ร่างกายอาจกำลังส่งสัญญาณ “ไซนัสอักเสบ”

เพราะเป็นอาการปวดตรง “จุดไซนัส” ซึ่งเกิดจาก “ไซนัสอักเสบ” บริเวณจุดกึ่งกลางของใบหน้า รู้สึกปวดรุนแรงตั้งแต่โหนกแก้ม หน้าผาก รวมถึงปวดบริเวณดั้งจมูก หว่างคิ้ว และหัวตา อาการปวดจากไซนัสอักเสบมักมาพร้อมกับอาการคล้ายหวัดเรื้อรัง หายใจติดขัด ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูกสีเขียว เป็นไข้ และอ่อนเพลีย

อาการปวดศีรษะจากไซนัสอักเสบ บรรเทาลงได้ด้วยวิธีนี้!!

ต้นเหตุของอาการปวดมากจากไวรัสหรือแบคทีเรียในโพรงไซนัส  สมัครบาคาร่า ควรหมั่นใช้น้ำเกลือล้างจมูกบ่อยๆ เพื่อทำความสะอาดบริเวณโพรงไซนัส แต่หากพบว่าติดเชื้อจากแบคทีเรียจำเป็นต้องรับประทานยาฆ่าเชื้อร่วมด้วย ซึ่งหากมีอาการเรื้อรังหรือรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์

ปวดหัว ปวดใบหู ปวดกราม…ร่างกายอาจกำลังส่งสัญญาณ “โรคข้อต่อขากรรไกรและกล้ามเนื้อบดเคี้ยว”

อาการปวดบริเวณหน้าใบหู ช่วงกราม ขากรรไกร โดยเฉพาะตอนเช้าหลังตื่นนอน อ้าปากไม่ขึ้นหรือเคี้ยวอาหารไม่สะดวก เป็นไปได้ว่าอาจมีการบาดเจ็บที่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อบดเคี้ยว ข้อต่อขากรรไกร หรือนอนกัดฟันได้

อาการปวดศีรษะจากกล้ามเนื้อบดเคี้ยว บรรเทาลงได้ด้วยวิธีนี้!!

การรักษาเบื้องต้นให้ใช้น้ำอุ่นประคบบริเวณที่ปวดนานประมาณ 20 นาที ประคบให้ได้ 3-5 ครั้งต่อวัน รับประทานยาแก้ปวดเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวด ควรรับประทานอาหารอ่อนนิ่ม และหลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่ง หรือกัดของแข็ง

ปวดหัวรุนแรง ฉับพลัน…ร่างกายอาจกำลังส่งสัญญาณ “โรคอันตรายทางสมอง”

โปรดระวังอาการปวดหัวข้างเดียว ขั้นรุนแรงอาจทำให้ปวดรุนแรงบริเวณรอบดวงตา มักเกิดขึ้นฉับพลัน และไม่เคยเป็นมาก่อน การปวดหัวกินเวลานาน หรืออาจเป็นๆ หายๆ มองเห็นไม่ชัดเจน เห็นภาพซ้อน มีอาการชาหรืออ่อนแรง มีไข้ คอแข็ง สาเหตุจากความผิดปกติของเยื่อหุ้มสมอง หรือสมองส่วนไฮโบทาลามัส มีความเสี่ยงโรครุนแรงทางสมอง เช่น “เนื้องอกในสมอง” หรือ “โรคหลอดเลือดสมอง” ได้

เมื่อไหร่ที่มีอาการปวดหัวรุนแรงฉับพลัน ไม่ควรปล่อยไว้ ควรรีบพบแพทย์ทันที แม้ว่าอาการปวดศีรษะนั้นจะแสดงอาการปวดเพียงครั้งเดียว เพราะนี่อาจเป็นสัญญาณเตือนของระบบประสาทที่กำลังถูกทำลายลง การรีบไปพบแพทย์จะช่วยให้วินิจฉัยอาการได้ทันท่วงที ผู้ป่วยจึงไม่ควรชะล่าใจเพราะคิดว่าไม่อันตราย

อาการของการปวดศีรษะไมเกรน

สามารถแบ่งได้เป็น 4 ระยะ ได้ดังต่อไปนี้

  1. ระยะก่อนมีอาการ (Prodrome) : 24 ชม. ก่อนปวดศีรษะ จะมีอาการอยากอาหาร อารมณ์เปลี่ยนแปลง ควบคุมการหาวไม่ได้ บวมน้ำหรือปัสสาวะบ่อย เป็นต้น
  2. อาการจะออกประมาณระยะอาการนำ : 20 – 40 นาที ก่อนหรือระหว่างปวดศีรษะ จะเห็นแสงแฟลช แสงสว่างจ้า หรือเส้นเป็นซิกแซก และอาการอ่อนแรง เป็นต้น
  3. ระยะปวดศีรษะ : กินเวลา 4 -24 ชม. อาการปวดหัวจะค่อยๆ เพิ่มความรุนแรงมากขึ้น
  4. ระยะหลังมีอาการ : อาจจะมีอาการอยู่ได้เป็นวัน รู้สึกหมดแรง อ่อนแรง สับสน