อัณฑะอักเสบ (Orchitis) เป็นการอักเสบบริเวณอัณฑะ โดยสาเหตุที่พบได้บ่อยมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส

อัณฑะอักเสบ (Orchitis) เป็นการอักเสบบริเวณอัณฑะ โดยสาเหตุที่พบได้บ่อยมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการติดเชื้อบริเวณอื่นอย่างท่อเก็บตัวอสุจิ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการบวมเจ็บบริเวณอัณฑะข้างใดข้างหนึ่ง มีไข้ รู้สึกไม่สบายหรืออ่อนเพลีย ปวดบริเวณขาหนีบ และอื่น ๆ 

นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการลูกอัณฑะฝ่อหรือไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายในระยะยาวหากไม่ได้รับการรักษา เช่น ลูกอัณฑะข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างไม่สามารถทำงานได้ มีบุตรยาก เกิดความเจ็บป่วยอย่างรุนแรงหรือเสียชีวิต เป็นต้น

อาการของอัณฑะอักเสบ 

ผู้ป่วยอัณฑะอักเสบมักจะมีอาการดังนี้

  • บวมบริเวณอัณฑะข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง
  • รู้สึกเจ็บบริเวณอัณฑะมากขึ้นเรื่อย ๆ
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • รู้สึกไม่สบายหรืออ่อนเพลีย
  • มีไข้
  • น้ำอสุจิมีเลือดปะปน
  • มีของเหลวไหลออกมาจากองคชาต
  • ปวดบริเวณขาหนีบ
  • รู้สึกเจ็บเมื่อมีเพศสัมพันธ์หรือหลั่งน้ำอสุจิ
  • กดแล้วมีอาการปวด หรือรู้สึกหนักบริเวณอัณฑะและขาหนีบ

สาเหตุของอัณฑะอักเสบ 

อัณฑะอักเสบ

แพทย์อาจไม่สามารถระบุสาเหตุของการเกิดอัณฑะอักเสบได้อย่างแน่ชัด ในบางกรณีพบว่าเกิดจากเชื้อชนิดต่าง ๆ เช่น

เชื้อแบคทีเรีย

โรคอัณฑะอักเสบที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียอาจเป็นผลมาจากภาวะต่าง ๆ เช่น การอักเสบบริเวณท่อเก็บตัวอสุจิเนื่องจากการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ อย่างโรคหนองในแท้หรือโรคหนองในเทียม การติดเชื้อหรือความผิดปกติแต่กำเนิดของระบบทางเดินปัสสาวะ การใช้เครื่องมือแพทย์สอดเข้าไปภายในองคชาตเพื่อการรักษา เป็นต้น

เชื้อไวรัส

โรคอัณฑะอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัสมักเกิดขึ้นจากเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคคางทูม ซึ่งจะแสดงอาการภายใน 4-10 วัน หลังจากที่ผู้ป่วยมีอาการต่อมน้ำลายบวมหรืออาการอื่น ๆ จากโรคคางทูม

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดอัณฑะอักเสบ ได้แก่ อายุมากกว่า 45 ปีขึ้นไป ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคคางทูม มีอาการติดเชื้อซ้ำในระบบทางเดินปัสสาวะ เข้ารับการผ่าตัดบริเวณอวัยวะเพศหรือท่อปัสสาวะ เป็นผู้ป่วยโรคต่อมลูกหมากโต รวมไปถึงผู้ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เช่น การมีคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัย หรือเคยมีประวัติการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เป็นต้น

การวินิจฉัยอัณฑะอักเสบ 

แพทย์จะวินิจฉัยอัณฑะอักเสบจากประวัติทางการแพทย์ของผู้ป่วย พร้อมกับตรวจร่างกายเพื่อดูอาการบวมของต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบ อาการบวมของอัณฑะข้างที่มีการอักเสบ ร่วมกับการตรวจทางทวารหนักเพื่อดูขนาดและความยืดหยุ่นของต่อมลูกหมาก

นอกจากนี้ แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจด้วยวิธีอื่นเพิ่มเติม เช่น

  • การตรวจและคัดกรองโรคทางเพศสัมพันธ์ ในกรณีที่มีสารคัดหลั่งออกมาจากท่อปัสสาวะ แพทย์จะนำไม้ป้ายชนิดพิเศษสอดเข้าไปในองคชาตจนสุด และนำตัวอย่างของสารคัดหลั่งไปตรวจในห้องปฏิบัติการเพื่อหาเชื้อโรคหนองในแท้และโรคหนองในเทียม
  • การตรวจปัสสาวะด้วยการนำตัวอย่างปัสสาวะของผู้ป่วยมาวิเคราะห์ เพื่อหาการติดเชื้อหรือนำไปเพาะเชื้อ
  • การตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ ทำให้แพทย์เห็นการไหลเวียนของเลือดภายในอัณฑะที่น้อยหรือมากกว่าปกติ และอาการผิดปกติร้ายแรงอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้น
  • การตรวจเลือดเพื่อตรวจหาเชื้อเอชไอวี (HIV) และซิฟิลิสในกรณีที่แพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยมีการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์

การรักษาอัณฑะอักเสบ

ผู้ที่มีการอักเสบบริเวณถุงอัณฑะเพียงข้างเดียวหรืออาการไม่รุนแรงสามารถรักษาให้หายได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อภาวะการเจริญพันธุ์ในระยะยาว โดยทั่วไป การรักษาโรคอัณฑะอักเสบจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการ ดังนี้

  • การรักษาโรคฑะอักเสบที่มีสาเหตุมาจากแบคทีเรีย แพทย์จะรักษาโดยการใช้ยาปฏิชีวนะและยาแก้อักเสบ ผู้ป่วยจำเป็นจะต้องรับประทานยาจนหมดตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัดแม้ว่าอาการจะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อให้แน่ใจว่าร่างกายของผู้ป่วยหายจากการติดเชื้อ และอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการรักษาอาการกดเจ็บให้หายไป หากอัณฑะอักเสบเกิดจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ แพทย์จะแนะนำให้คู่นอนของผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเช่นกัน
  • การรักษาโรคอัณฑะอักเสบที่มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส แพทย์จะเน้นไปที่การบรรเทาอาการของผู้ป่วย โดยอาจใช้ยาต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ อย่างยาไอบูโพรเฟนหรือยานาพรอกเซน เพื่อบรรเทาอาการ ซึ่งโรคอัณฑะอักเสบที่เกี่ยวข้องกับโรคคางทูมจะมีอาการดีขึ้นภายใน 1–3 สัปดาห์
  • การประคบเย็นด้วยการใช้ผ้าห่อน้ำแข็งมาประคบบริเวณที่มีอาการเป็นเวลา 15–20 นาทีต่อครั้ง แต่ต้องระวังไม่ให้น้ำแข็งสัมผัสกับผิวหนังโดยตรง และในช่วง 1–2 วันแรกควรประคบหลาย ๆ ครั้งต่อวัน เพื่อช่วยลดอาการปวดและบวม

นอกจากนี้ ควรพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือยกอัณฑะให้สูงขึ้น ควบคู่กับการใช้ยาเพื่อช่วยบรรเทาอาการให้ดียิ่งขึ้น หากมีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีอาการป่วยอย่างรุนแรง แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะด้วยการฉีดเข้าหลอดเลือดดำ

ภาวะแทรกซ้อนของ อัณฑะอักเสบ 

ผู้ป่วยอัณฑะอักเสบอาจมีอาการอื่น ๆ เกิดขึ้นเป็นภาวะแทรกซ้อน เช่น  การอักเสบเรื้อรังบริเวณท่อเก็บตัวอสุจิ เนื้อเยื่อบริเวณอัณฑะเสื่อมสลายหรือฝ่อ ฝีบริเวณถุงอัณฑะ มีรูทะลุบนผิวหนังถุงอัณฑะ และภาวะมีบุตรยาก เป็นต้น ดังนั้น หากมีอาการบวมเพียงเล็กน้อยหรือเป็นอาการบวมที่ไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด ควรเข้าพบแพทย์ เนื่องจากอาจเป็นอาการของโรคมะเร็งอัณฑะได้

การป้องกันอัณฑะอักเสบ 

วิธีลดความเสี่ยงในการเกิดอัณฑะอักเสบสามารถทำได้โดย

  • เข้ารับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคคางทูม
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมทางเพศที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ และสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งเพื่อป้องกันเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธุและอัณฑะอักเสบ
  • ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไปควรเข้ารับการตรวจต่อมลูกหมากควบคู่ไปกับการตรวจสุขภาพประจำปี

อย่างไรก็ตาม หากมีอาการปวดหรือบวมบริเวณถุงอัณฑะอย่างกะทันหัน ควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจทันที เนื่องจากสาเหตุของอาการอักเสบบางประการจำเป็นต้องได้รับการรักษาเร่งด่วน อย่างภาวะอัณฑะบิดขั้ว (Testicular Torsion)

คุณรู้จักปัญหาสุขภาพอย่าง อัณฑะอักเสบ หรือเปล่า ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้ชายทุกคน มักเป็นผลมาจากพฤติกรรมทางเพศที่มีความเสี่ยง หรืออาจเกิดจากเชื้อไวรัสและแบคทีเรียบางชนิด ว่าแต่ คุณเองมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะอัณฑะอักเสบหรือไม่ วันนี้ Hello คุณหมอ มีความรู้ดี ๆ ที่อาจช่วยให้คุณปลอดภัยจากโรคอัณฑะอักเสบมาฝาก

อัณฑะอักเสบ (Orchitis) คืออะไร
อัณฑะอักเสบ เป็นการอักเสบของอัณฑะที่อาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสที่แพร่กระจายผ่านทางเลือดหรืออาจติดเชื้อจากท่อนำอสุจิ ที่เรียกว่า การติดเชื้อร่วมกันของหลอดเก็บตัวอสุจิ
และลูกอัณฑะ (epididymo-orchitis) โดยอัณฑะทั้งสองฝั่งอาจเกิดอาการอัณฑะอักเสบได้ แต่อาการมักปรากฏกับอัณฑะเพียงอันเดียว และการอักเสบของอัณฑะมักเกี่ยวข้องกับเชื้อไวรัสคางทูมได้เช่นกัน

สาเหตุของภาวะอัณฑะอักเสบ
ภาวะอัณฑะอักเสบ (Orchitis) อาจเกิดจากพฤติกรรมทางเพศที่มีความเสี่ยง หรืออาจเกิดจากปัญหาสุขภาพอื่น ๆ เช่น

เปลี่ยนคู่นอนหลายคน
โรคหนองใน หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ
อายุมากกว่า 45 ปี
การใช้สายสวนปัสสาวะในระยะยาว
ไม่ได้รับการฉีดวักซีนป้องกันคางทูม
ปัญหาทางเดินปัสสาวะที่เป็นตั้งแต่เกิด
การผ่าตัดทางเดินปัสสาวะ
ต่อมลูกหมากโต
ท่อปัสสาวะตีบ
อาการของภาวะอัณฑะอักเสบ
ส่วนใหญ่ภาวะอัณฑะอักเสบ (Orchitis) จะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน และอาจทำให้มีอาการปวดบริเวณอัณฑะหนึ่งหรือสองข้างอย่างกะทันหันและรุนแรง โดยอาการปวดนี้อาจลามไปบริเวณขาหนีบ และคุณอาจมีอาการอื่น ๆ เหล่านี้ร่วมด้วย

ลูกอัณฑะบวม มีสีแดงหรือม่วง
รู้สึกหนักในอัณฑะ
มีเลือดในน้ำอสุจิ
เป็นไข้สูง
คลื่นไส้ อาเจียน
เจ็บปวดเมื่อปัสสาวะ
ปวดจากการรัดและการเคลื่อนไหวของลำไส้
ปวดเมื่อมีเพศสัมพันธ์
ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบบวม
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้
ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย เมื่ออัณฑะอักเสบ ได้แก่

อัณฑะฝ่อ โรคอัณฑะอักเสบอาจส่งผลให้ลูกอัณฑะหดตัวลงในที่สุด
อัณฑะเป็นฝี เนื่องจากเนื้อเยื่อติดเชื้อ
ภาวะมีบุตรยาก ลูกอัณฑะมีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนเพศชาย เมื่ออัณฑะอักเสบ จึงส่งผลให้ฮอร์โมนเพศชายลดลง อาจทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากได้
วิธีการรักษาภาวะนี้
ภาวะอัณฑะอักเสบสามารถหายไปเองได้ โดยคุณสามารถจัดการกับภาวะนี้ได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

การใช้ยา เช่น ยาต้านการอักเสบ ยาแก้ปวด หรือยาปฏิชีวนะ หากการติดเชื้อเกิดจากแบคทีเรีย
การประคบน้ำแข็งและยกอัณฑะให้สูงขึ้น แล้วอาการของคุณจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ
งดมีเพศสัมพันธ์และยกของหนัก ขณะที่คุณกำลังทำการรักษา
เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล หากคุณมีไข้สูง คลื่นไส้ อาเจียน หรือป่วยหนัก เพราะอาจต้องรับยาปฏิชีวนะเข้าทางหลอดเลือดดำโดยตรง
ตรวจสอบให้แน่ใจ ว่าคู่นอนของคุณไม่มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์
เข้าพบหมออีกครั้งเพื่อติดตามอาการ และเพื่อให้แน่ใจว่าคุณหายจากโรคอัณฑะอักเสบแล้ว
อัณฑะอักเสบไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คุณคิด หากคุณรักษาสุขภาพอยู่เสมอ และป้องกันทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ก็จะทำให้คุณห่างไกลจากโรคอัณฑะอักเสบ แต่หากคุณเกิดอาการปวดบริเวณอัณฑะ หรือมีอาการที่กล่าวมาข้างต้น ควรระวังไว้ก่อนว่าอัณฑะของคุณอาจอักเสบ และควรพบคุณหมอ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณไม่มีโรคแทรกซ้อนอื่นที่อาจส่งผลร้ายแรงได้

สำหรับผู้ที่มีอาการดังต่อไปนี้อาจจะเป็นโรคอัณฑะอักเสบเรื้อรัง

  • มีอาการเป็นๆหายๆมากกว่า 6 สัปดาห์
  • อัณฑะอาจจะบวมไม่มากจะมีลักษณะค่อนข้างแข็ง

อาการอัณฑธอักเสบจากโรคคางทูม

  • ไข้ ปวดตามตัว
  • มักจะมีต่อมน้ำลายหรือคางทูมนำมาก่อน

การตรวจร่างกาย

  • เริ่มต้นจะกดเจ็บบริเวณท่อน้ำเชื้อ  สมัครบาคาร่า ต่อมาจะลามทั่วอัณฑะ
  • อัณฑะจะยกสูงกว่าอีกข้างหนึ่ง
  • ผิวอัณฑะจะอักเสบ และแดง

การวินิจฉัย

  • เนื่องมีอาการปวดมากต้องแยกภาวะที่ต้องผ่าตัด เช่น Testicular torsion
  • นำหนองหรือน้ำจากท่อปัสสาวะไปย้อม หากพบเม็ดเลือดขาวมากกว่า 5 เซลล์แสดงว่าเป็นท่อปัสสาวะอักเสบ
  • การเพาะเชื้อซึ่งต้องใช้เวลานาน
  • การตรวจปัสสาวะครั้งแรกหลังตื่นนอนจะพบเม็ดเลือดขาว

การรักษา

  • ยาที่แนะนำคือ Ceftriaxone 250 mg ฉีดเข้ากล้ามครั้งเดียวร่วมกับ Doxycycline 100 mg รับประทานวันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 10 วัน
  • หรืออาจจะใช้ยา Ofloxacin 300 mg รับประทานวันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 10 วันหรือ Levofloxacin 500 mgรับประทานวันละครั้งเป็นเวลา 10 วัน
  • หาก 3 วันหลังรักษาแล้วยังไม่ดีต้องมาประเมินใหม่
  • สำหรับคู่ขาต้องไปตรวจว่าเป็นโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่

การรักษาอื่นๆ

  • ช่วงที่มีการอักเสบให้งดการออกกำลังกาย
  • การใส่ support
  • ประคบเย็น
  • ยาลดการอักเสบ ยาแก้ปวด
  • ละเว้นการใส่สายสวน